Make your own free website on Tripod.com

พิษยาเบื่อหนู (Rat Poisons)


ประพันธ์ เชิดชูงาม, วท.บ., สม.,สาขาพิษวิทยาและอาชีวเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม, ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

 

ยาเบื่อหนู:ข้อมูลเกี่ยวกับยาเบื่อหนู ได้แก่ ธาลเลี่ยม สตริกนิน วาร์ฟาริน และสารเคมีกำจัดหนูชนิดอื่นที่มีคุณสมบัติทำให้ตกเลือด , อะลูิมิเนี่ยมฟอสไฟด์และซิงค์ฟอสไฟด์, อาซีนิคและสารเคมีอื่นที่มีอาร์ซีนิคเป็นองค์ประกอบ และรายละเอียดอื่น ๆ ที่ควรทราบ

 

ธาลเลี่ยม (Thallium)

ประโยชน์ :

เกลือธาลเลี่ยมเป็นสารเคมีสังเคราะห์ มีประโยชน์ในการกำจัดหนูและสัตว์แทะ ในหลายประเทศห้ามนำสารชนิดนี้ในการกำจัดศัตรูพืช ในอดีตธาลเลี่ยมเคยถูกนำมาใช้เป็นครีมทาเพื่อกำจัดขนตามร่างกาย แต่ปัจจุบันไม่แนะนำให้ใช้แล้ว อย่างไรก็ดีสารธาลเลี่ยมถูกนำมาใช้ในงานอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง

สาเหตุการเกิดพิษ:

เกลือของธาลเลี่ยมมีพิษร้ายแรงถ้าถูกกลืนกินเข้าไปหรือนำมาใช้ทาบนผิวหนัง สารธาลเลี่ยมหากถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายแม้ปริมาณเพียงเล็กน้อยหากเป็นระยะเวลายาวนานก็จะเกิดอันตรายขึ้นได้ พิษของธาลเลี่ยมจะมีผลต่อระบบทางเดินอาหาร ระบบประสาท ผิวหนัง ผู้ป่วยจะมีอาการผมร่วง ซีด อ่อนเพลีย เหยื่อล่อที่ใช้กำจัดหนูชนิดที่มีธาลเลี่ยมเป็นองค์ประกอบจะจำหน่ายในรูปสูตรมีลักษณะคล้ายเม็ดข้าวสาร หรือคล้ายขนมปังชิ้นเล็กๆ พนักงานที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมผลิตเหยื่อล่อธาลเลี่ยมนี้อาจได้รับพิษสะสมจะมีอาการของโรคเรื้อรังตามมาในภายหลังได้ ซึ่งมักเกิดขึ้นจากการหายใจเอาไอควันหรือฝุ่นของธาลเลี่ยมหรือจากการสัมผัสโดยมิได้มีสิ่งป้องกันอันตรายจากสารพิษ เช่นไม่ได้ใส่ถุงมือขณะหยิบจับสารธาลเลี่ยมในระหว่างปฏิบัติงานเป็นต้น


ลักษณะอาการ:
พิษเฉียบพลัน:จะมีอาการปรากฎขึ้นอย่างช้า ๆ หลังจาก 2-3 วันดังนี้:-
ปวดในช่องท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และท้องผูก ปวดหรือชาตรงนิ้วมือ และนิ้วเท้า มีอาการเหนื่อย ชัก
ประมาณ 7 วัน หลังจากที่ได้รับพิษจะมีอาการดังนี้:-
ปวดหรือชาที่บริเวณฝ่าเท้า ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถเดินหรือก้าวเท้าได้ วิงเวียนศีรษะ หน้ามืดตาลาย หนังตาห้อย มีอาการไข้ขึ้น พูดจาสับสน ตัวและแขนขาสั่น มีอาการของไตอักเสบ หลัง 10-14 วันต่อมาผมบนศีรษะจะร่วง ผู้ป่วยอาจเสียชีวิต ช่วงอาทิตย์ที่ 5 หลังจากกลืนกินสารธาลเลี่ยม


อาการพิษเรื้อรัง: อาจเกิดจากการกลืนกิน การสัมผัส และการหายใจเอาไอสารธาลเลี่ยม จะปรากฎอาการดังนี้:-
ผมร่วงออกเป็นกระจุก ๆ น้ำลายฟูมปาก มีรอยเส้นสีดำบนเหงือก คลื่นไส้ อาเจียน ปวดในช่อง ท้องและท้องผูก ปวดและชาบริเวณแขนและขา

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น:
ถ้าสารพิษเข้าตา: ให้ล้างตาด้วยน้ำสะอาด เป็นเวลา 15-20 นาที


ถ้าสารพิษสัมผัสผิวหนัง: ให้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจากสถานที่ที่สัมผัสสารพิษทันที และเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ใหม่ และล้างผิวหนังด้วยน้ำสะอาดและสบู่บริเวณที่สัมผัสสารพิษ เช่น บริเวณ เล็บมือ เท้า ผม เป็นเวลาอย่างน้อย 15 นาที


ถ้ากลืนกินสารพิษ: ให้ส่งผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลทันทีพร้อมภาชนะบรรจุสารพิษ


สตริกนิน (Strychnine)


สตริกนิน เป็นสารสังเคราะห์สกัดได้จากเมล็ดของพืชมีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Strychnos nux-vomica


ประโยชน์:

สตริกนินเป็นสารที่ใช้ในการกำจัดหนู สัตว์ฟันแทะ (rodent) และสัตว์อื่น ๆ สตริกนินเคยนำมาใช้ประโยชน์ทางด้านการแพทย์ เช่น เป็นยาบำรุงและยาระบาย แต่ต่อมาไม่แนะนำให้ใช้อีก ในบางประเทศเช่นในประเทศอินเดียใช้ kucklla เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กำจัดสุนัขเนื่องจากมีสารสตริกนินเป็นสารออกฤทธิ์


สาเหตุการเกิดพิษ: สตริกนินเป็นสารที่มีพิษร้ายแรงสูงถ้าหากกลืนกินเข้าไปเนื่องจากสารพิษจะออกฤทธิ์ทันที ถ้าได้รับพิษจากสตริกนินเพียงเล็กน้อยสามารถจะคร่าชีวิตมนุษย์ได้อย่างรวดเร็วโดยสารพิษจะมีผลต่อระบบประสาท การทรงตัวและการหายใจผิดปรกติ อย่างไรก็ตามถ้าผู้ป่วยถึงแพทย์โดยเร็วและได้รับการรักษาที่ถูกต้องก็อาจรอดชีวิตได้เช่นกัน สารสตริกนินไม่สามารถดูดซึมผ่านทางผิวหนังได้


ลักษณะอาการ:
ถ้ากลืนกินสารพิษ : หลังจาก 15 นาทีจะปรากฎอาการดังต่อไปนี้:-
ชาบริเวณใบหน้าและมีอาการคอแข็ง, มีอาการหวาดกลัว กล้ามเนื้อกระตุก มีอาการชักอย่างเจ็บปวด กล้ามเนื้อเกร็งนาน 1-2 นาที ทุก ๆ 5-10 นาที แขนขาเหยียดออก ตาถลน ปรกติผู้ป่วยจะรู้สึกตัว หายใจลำบากและอาจหยุดหายใจหากผู้ป่วยมีอาการชัก เนื้อตัวเขียว มีไข้ขึ้นสูง และมีอาการของไตถูกทำลาย


การปฐมพยาบาลเบื้องต้น:
หากผู้ป่วยกลืนกินสารพิษดังกล่าวให้รีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที


1วาร์ฟารินและสารเคมีกำจัดหนูชนิดอื่นที่มีคุณสมบัติทำให้ตกเลือด

สารในกลุ่มนี้ได้แก่คูร์มาฟูริล (coumafuryl), วาร์ฟาริน (warfarin), ซุปเปอร์วาร์ฟาริน (superwarfarin) ซึ่งได้แก่ โบรดิฟาคูม (brodifacoum), โบรมาดิโอโลน (bromadiolone), คลอโรฟาซิโนน(chlorophacinone) และไดเฟนาคูม (difenacoum)


ประโยชน์ : สารเคมีในกลุ่มนี้ใช้สำหรับเบื่อหนูโดยใช้เหยื่อพิษคลุกกับเมล็ดข้าวโพดหรือทำเป็นชิ้นเล็ก ๆ เป็นเหยื่อ โดยทั่วไปจะมีสีฟ้าหรือเขียวเพื่อให้ดูแตกต่างไปจากอาหารของมนุษย์ วาร์ฟารินสามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางด้านการแพทย์ในการรักษาโรคบางชนิดได้เช่นกัน

สาเหตุการเกิดพิษ : สารเคมีกำจัดหนูเหล่านี้มีคุณสมบัติทำให้เกิดการตกเลือดในอวัยวะภายในร่างกาย ถ้ากลืนกินวาร์ฟาริน หรือคูร์มาฟูริล จำนวนเล็กน้อยจะไม่มีผลแก่ร่างกายแต่อย่างใด แต่ถ้าได้รับสารเหล่านี้บ่อยครั้งติดต่อกันเป็นเวลาหลายวันหรือหลายอาทิตย์จะเกิดพิษอย่างรุนแรงและอาจเสียชีวิตจากเลือดไม่แข็งตัวตามปรกติ เลือดออกผิดปรกติ เช่นในกระเพาะอาหาร อย่างไรก็ตามหากกลืนกินซุปเปอร์วาร์ฟารินจะมีผลที่รุนแรงกว่าวาร์ฟาริน การนำสารเคมีกำจัดหนูเหล่านี้มาคลุกปนกับอาหารและไปวางไว้บนแผ่นกระดาษหรือภาชนะเพื่อเบื่อหนูต้องพึงระมัดระวังให้มากเนื่องจากเด็ก ๆ อาจจะมาพบและหยิบกินจะเป็นอันตรายถึงตายได้


ลักษณะอาการ:
ถ้ากลืนกินสารพิษ: หลังจาก 12 ชั่วโมงจะมีอาการเกิดขึ้นดังนี้ :-
- เลือดมักไหลออกไม่หยุดเมื่อผิวหนังมีบาดแผลเช่นเมื่อถูกมีดบาด
- มีเลือดออกปนมากับปัสสาวะ
- มีอาการไอออกมาเป็นเลือด
- ถ่ายอุจจาระมีเลือดปนออกมาด้วย เนื่องจากมีเลือดออกในลำไส้
- มีอาการปวดหลังหรือเอว
วาร์ฟารินและคูร์มารินจะมีอาการดังกล่าวประมาณ 3-4 วัน สำหรับซุปเปอร์วาร์ฟาริน จะมีอาการเกิดขึ้นนาน เป็นเวลาหลายอาทิตย์หรือหลายเดือน


การปฐมพยาบาลเบื้องต้น:
- ถ้าผู้ป่วยกลืนกินสารดังกล่าวที่ผสมกับเหยื่อไปเพียงเล็กน้อยจะไม่เป็นอันตราย
-หากไม่ทราบปริมาณของสารพิษที่ผู้ป่วยกินเข้าไปหรือไม่ทราบว่าเป็นยาเบื่อหนูชนิดใดให้นำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันทีพร้อมซองหรือภาชนะบรรจุสารพิษ


อะลูมิเนียมฟอสไฟด์และซิงค์ฟอสไฟด(Aluminium phosphide and Zinc phosphide)

ประโยชน์:

อะลูมิเนียมฟอสไฟด์และซิงค์ฟอสไฟด์ เป็นสารที่นำมาใช้ในการถนอมและเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชให้คงอยู่ในสภาพที่ดี โดยเฉพาะข้าวสาลีและใช้กำจัดหนูและสัตว์แทะต่าง ๆ ฟอสไฟด์ชนิดที่คุ้นเคยและรู้จักกันดีคือซิงค์ฟอสไฟด์มีสีเทาดำใช้ในการเบื่อหนูมีจำหน่ายในรูปของเหยื่อผงและชนิดเม็ดเล็ก ๆมีรูปร่างคล้ายเมล็ดข้าวสาร


สาเหตุการเกิดพิษ:

อะลูมิเนียมฟอสไฟด์และซิงค์ฟอสไฟด์ เมื่อถูกความชื้นหรือเปียกน้ำจะปล่อยก๊าซพิษหรือฟอสฟีน (phosphine) สู่บรรยากาศ ฉะนั้นเมื่อสารนี้ถูกกลืนลงสู่กระเพาะอาหาร ฟอสไฟด์จะทำปฎิกิริยากับน้ำย่อยเกิดก๊าซฟอสฟีน ซึ่งจะเป็นพิษต่อระบบอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น กระเพาะอาหาร ตับ ไต ปอด และหัวใจ เป็นต้น ผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากการกลืนกินซิงค์ฟอสไฟด์ หรือหายใจเอาก๊าซฟอสฟีนเข้าสู่ร่างกายจะเสียชีวิตในเวลา 2-3 ชั่วโมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก๊าซฟอสฟีนที่มีความเข้มข้นสูง ในบรรยากาศที่อับทึบหากหายใจเอาก๊าซชนิดนี้เข้าไปจะเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามสารอะลูมิเนียมฟอสไฟด์และซิงค์ฟอสไฟด์หากวางทิ้งไว้ในบรรยากาศปรกติจะสลายตัวทำให้มีพิษน้อยลง
ลักษณะอาการ:

ผู้ที่ได้รับสารพิษโดยการกลืนกินฟอสไฟด์หรือหายใจเอาฝุ่นผงหรือไอควันของก๊าซพิษเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ จะมีอาการปรากฎดังนี้:-


พิษเฉียบพลัน:
อาเจียนและปวดในช่องท้องอย่างรุนแรง ปวดหน้าอก ความดันโลหิตต่ำ มีอาการชัก ชีพจรเต้นเบาแต่เร็ว ตัวเย็น หมดสติ มีอาการของน้ำท่วมปอดภายในเวลา 6-24 ชั่งโมง มีอาการของไต ตับวาย ภายในเวลา 12-24 ชั่งโมง


พิษเรื้อรัง:
มีอาการปวดฟัน มีอาการอ่อนเปลี้ย น้ำหนักลดและเบื่ออาหาร มีอาการเปลี่ยนแปลงของกระดูกทำให้กระดูกผุง่าย โดยเฉพาะกระดูกขากรรไกร ( phossy jaws)


การปฐมพยาบาลเบื้องต้น:
- ถ้าผู้ป่วยได้รับพิษจากการหายใจเอาฝุ่น, ไอควันของก๊าซฟอสฟีนเข้าสู่ร่างกาย
- ให้รีบเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจากพื้นที่ ไปยังบริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์
- หากผู้ป่วยกลืนกินซิงค์ฟอสไฟด์เข้าไป ให้รีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันทีพร้อมภาชนะหรือซองบรรจุสารพิษ


 

อาร์ซีนิคและสารเคมีอื่นที่มีอาร์ซีนิคเป็นองค์ประกอบ (Arsenic and Arsenic Containing Chemical)

อาร์ซีนิค (arsenic) และสารอื่นที่มีอาร์ซีนิคเป็นองค์ประกอบ สารเหล่านี้ได้แก่:-
arsenic trioxide, arsenic pentoxide, calcium arsenate, copper arsetoarsenite, dimethylarsenic acid, lead arsenate, methylarsonic acid, sodium arsenite


ประโยชน์:

อาร์ซีนิคและสารเคมีอื่นที่มีอาร์ซีนิคเป็นองค์ประกอบนำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ดังนี้:-
- ด้านการเกษตรและป่าไม้ ใช้อาร์ซีนิคในการกำจัดวัชพืช มด แมลง หนูและสัตว์แทะต่าง ๆ
- ป้องกันเนื้อไม้ไม่ให้ผุกร่อน
- ใช้ในการกำจัดหนอนพยาธิทางสัตวแพทย์
- ใช้สำหรับเป็นยารักษาโรคสำหรับแพทย์แผนโบราณ


สาเหตุการเกิดพิษ:

การได้รับพิษจากสารอาร์ซีนิคอาจเกิดขึ้นระหว่างการหลอมทองแดง (copper) ในโรงงานอุตสาหกรรม เช่นโรงงานผลิตแก้ว สี สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ผลิตภัณฑ์รักษาเนื้อไม้ เป็นต้น สารอาร์ซีนิคมีคุณสมบัติระคายเคืองอย่างมากต่อผิวหนัง ปอด และระบบทางเดินอาหาร สารชนิดนี้จะไปทำลายเซลล์และเนื้อเยื่อในส่วนต่าง ๆของร่างกาย สารเคมีอื่นที่มีอาร์ซีนิคเป็นองค์ประกอบถ้ากลืนกินเข้าไปจะมีอาการพิษรุนแรง การหายใจหรือสัมผัสสารอาร์ซีนิคแม้จะได้รับปริมาณน้อยมากก็อาจเสียชีวิตได้ พิษเรื้อรังอาจเกิดขึ้นจากการได้รับอาร์ซีนิคเข้าสู่ร่างกายบ่อย ๆครั้งหรือจากการกินอาร์ซีนิคที่ถูกปนเปื้อนมากับอาหารหรือจากยาแผนโบราณหรือหายใจเอาฝุ่นหรือไอควัน อาร์ซีนิคจะมีผลต่อระบบประสาท กล้ามเนื้ออ่อนแรงและอาจเกิดโรคมะเร็งตับถ้าสัมผัสหรือได้รับพิษจากอาร์ซีนิคเป็นระยะเวลานาน


ลักษณะอาการ :
พิษเรื้อรัง: ถ้ากลืนสาร arsenic เข้าสู่ร่างกายภายใน 30 นาทีหรือหลายชั่วโมง จะมีอาการดังนี้:-
ปวดในช่องท้องทันทีและอาเจียน อุจจาระร่วงอย่างรุนแรง เจ็บคอ ปากแห้งและกระหายน้ำ หายใจมีกลิ่นคล้ายกระเทียม มีอาการชัก ชีพจรเต้นอ่อนลง ตัวเย็น ความดันโลหิตต่ำและผิวหนังเขียวคล้ำ เพ้อคลั่งและหมดสติ ชัก ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตภายใน 24 ชั่วโมง
ถ้าไม่เสียชีวิตหลัง 24 ชั่วโมง จะมีอาการดังนี้:-
ตัวเหลืองและมีอาการของตับถูกทำลาย มีอาการของไตถูกทำลาย
ถ้าหายใจเอาสาร arsenic เข้าสู่ร่างกายจะมีอาการเช่นเดียวกับอาการที่เกิดขึ้นจากการกลืนกิน แต่จะไม่มีอาการปวดในช่องท้อง อาเจียน หรืออุจจาระร่วง


การปฐมพยาบาลเบื้องต้น:
หากผู้ป่วยกลืนกินยาเบื่อหนู ให้รีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันทีพร้อมภาชนะบรรจุสารพิษ


 

เอกสารอ้างอิง :
Henry JA, Wiseman HM. Management of poisoning. WHO:Geneva;1997.

<<<<<< กลับด้านบน